Menu

ความมุ่งหมายในการก่อตั้งสัมมาชีวศิลปมูลนิธิฯ

จากหนังสือบันทึกเรื่อง “ ความมุ่งหมายในการก่อตั้งสัมมาชีวศิลปมูลนิธิฯ ” ที่คณะผู้ก่อตั้งได้แก่ หลวงปริญญาโยควิบูลย์, พระอร่ามรณชิต, พระสงครามภักดี, พระยาอมรฤทธิธำรงและพระปวโรฬารวิทยา ได้เขียนเป็นบันทึกไว้สำหรับผู้เกี่ยวข้องกับการบริหาร และผู้สนใจที่อยากทราบเท่านั้น แต่ไม่ประสงค์ให้ใช้สำหรับโฆษณาแก่มหาชน

ผมเห็นว่าข้อความบางตอนน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริหาร, ทายาทของเจ้าของทุนและผู้บริจาค ให้ได้รับรู้เพื่อร่วมกันอนุโมทนา อีกทั้งจะเป็นการเผยแผ่แนวทางปฏิบัติต่อการดำเนินการในปัจจุบัน และอนาคตให้เป็นไปอย่างถูกต้อง สมตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งต่อไป

กิจกรรมของสัมมาชีวศิลปมูลนิธิฯ เป็นผลมาจากคณะผู้ก่อตั้งได้ปรารภกันเรื่องการจัดการศึกษาของประเทศไทย ในช่วง ปี พ.ศ. 2470 รวมกับความวิตกกังวลต่อการสืบพระพุทธศาสนา เนื่องในโบราณกาลวัดเคยเป็นโรงเรียนไปด้วยในตัว เยาวชนที่ปรารถนาจะเล่าเรียนต้องไปอยู่ที่วัด โดยขอเข้าเป็นศิษย์ของพระภิกษุ มีการสอนอ่านและเขียน สอนคำนวณ เป็นลูกมือรับใช้ซ่อมแซมถือเป็นการเรียนวิชาช่าง ฝึกสวดมนต์และฟังธรรมตามโอกาส จึงไม่มีสิ่งชักนำไปในทางชั่ว เพราะไม่มีอบายมุขให้ได้รู้เห็น พระภิกษุอื่นๆ ก็ล้วนแต่เป็นตัวอย่างที่ดีทั้งสิ้น เด็กย่อมได้รับการสั่งสอนทั้งทางศาสนาและวิชาการความรู้พร้อมกัน เยาวชนที่ออกมาจากวัดปรากฏว่าได้มีอาชีพเป็นหลักเป็นฐาน

picschoolการจัดการศึกษาของรัฐ ต่อมาเมื่อรัฐจัดการศึกษาตั้งโรงเรียนขึ้น แทนการส่งเด็กไปวัด เราก็ส่งไปโรงเรียน การศึกษาวิชาการได้เพิ่มขึ้น ( สร้างเสริมปัญญา IQ = Intelligence Quotient ) แต่การศาสนาคงทิ้งไว้ในวัด สิ่งแวดล้อมก็มีการยั่วยวนให้ลุ่มหลงไปในทางอบายมุขมาก จึงไม่สามารถช่วยตัวให้ดำเนินชีวิตไปอย่างดีได้ยาก จนประชาชนคนไทยมีแต่ชื่อว่าเป็นพุทธมามกะส่วนเนื้อแท้นั้นเป็นผู้ไม่มีความรู้ในพุทธศาสนาเลย ไม่เคยปฏิบัติเยี่ยงพุทธมามกะหรือศาสนิกใดๆทั้งสิ้น ซึ่งคนจำพวกนี้มีจำนวนมากขึ้นเท่าๆกับพวกที่ได้รับการศึกษา เช่น คนในเมืองหลวง ทำให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับการศึกษาดีแล้วกลับมีคุณธรรมต่ำกว่าผู้ไร้การศึกษาในชนบท ซึ่งความจริงคนชนบทเขาหาได้ไร้การศึกษาไม่ หากเขามีการศึกษาตามแบบเก่าไม่มีหลักสูตร มีแต่การเรียนและปฏิบัติจริงตามธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่ตนอยู่ ซึ่งสร้างคุณธรรมประกอบด้วยคติธรรมตามพระพุทธศาสนาให้เขา ด้วยถ้าผู้ได้รับการศึกษาสูงเป็นคนโกง ก็ยิ่งเบียดเบียนคนอื่นได้มาก เพราะคนฉลาดมักเอาคนด้อยการศึกษาเป็นเหยื่อเพื่อประโยชน์ของเขา ซึ่งสอดคล้องกับสำเนาพระราชหัตถเลขาของ สมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 ฉบับที่ 52 เรื่อง “ สอนธรรมแก่เด็กนักเรียน ” ที่พระราชทานแก่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญานวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร ลงวันที่ 24 กรกฎาคม ร.ศ.117 ความว่า  “ เรื่องการศึกษานี้ ขอให้ทรงช่วยดัดให้มากๆ จนถึงรากเหง้าของการศึกษาในเมืองไทย ……. การสอนศาสนาในโรงเรียนทั้งในกรุงและหัวเมืองจะต้องมีขึ้น ให้มีความวิตกว่าเด็กชั้นหลัง จะห่างเหินจากศาสนาจนกลายเป็นคนไม่มีธรรมในใจมากขึ้น…… ต่อไปภายหน้าถ้าจะเป็นคนที่ได้เล่าเรียน คงจะประพฤติตัวดีกว่าคนที่ไม่ได้เล่าเรียนนั้นหาถูกไม่ …….. ถ้ารู้น้อยก็โกงไม่ใคร่คล่อง หรือ โกงไม่สนิท ถ้ารู้มากก็โกงคล่องขึ้นและโกงพิสดารมากขึ้น…… ”       การที่เราจะขะมักเขม้นสอนและอบรมชาวพุทธของเราให้รู้หลักพระพุทธศาสนาทั่วทุกตัวคนนั้น ไม่เป็นการเสียคติธรรมอย่างไรเลย และไม่มีใครจะมาติเตียนหรือมีปฏิกิริยาอย่างใดๆได้ ไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อนใจเพราะการสอนเช่นนั้น แต่จะเป็นประโยชน์ทั้งแก่เฉพาะบุคคลและส่วนรวม ส่วนการสอนให้มีน้ำใจอันกว้างขวางก็มิได้เสียไปเพราะเรามิได้แทรกแซงเข้าไปในศาสนาของผู้อื่น หาเป็นการกระทบกระเทือนต่อเขาไม่ คนไทยเราต้องมีหลักยึดถือเป็นชีวิตจิตใจอยู่ 3 หลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หลักทั้งสามนี้จะต้องสั่งสอนอบรมจึงจะรู้สึกรักศรัทธาเลื่อมใสและเคารพสักการะได้ สถาบันใดจะรับหน้าที่สั่งสอนอบรมได้ดีเท่ากับโรงเรียนเห็นจะไม่มี ฉะนั้นโรงเรียนจึงควรวางหลักสูตรและสรรหาผู้สอนให้เยาวชนสามารถเกิดความรู้สึกยากทะนุถนอมและจงรักภักดีด้วยจิตใจ มีวิธีเดียวก็คือ ต้องสอนพุทธศาสนากันโดยตรง จึงจะทำให้ผู้ศึกษาเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการจำเป็นแก่พุทธมามกะอย่างยิ่ง

ปัจจุบันมีการเรียน จริยศึกษาหรือ ศีลธรรม ตามแบบในเวลานี้นั้น เกรงว่าจะไม่เป็นผลตามที่หวัง เพราะขาดปัจจัยสำคัญ คือครูไม่สามารถจะควบคุมความประพฤติของนักเรียนให้ทั่วถึงได้ นักเรียนคนใดที่ผู้ปกครองเอาใจใส่สั่งสอนอบรมก็ดีไป คนใดที่ผู้ปกครองปล่อยปละละเลยก็แก้ไม่ไหว ฉะนั้นการเรียน จริยศึกษาหรือศีลธรรมก็หวังผลได้ยากเท่ากับการเรียน “สมบัติผู้ดี” ซึ่งเพียงให้นักเรียนรู้ว่าในสังคมจะต้องวางตัวอย่างไรจะไม่เสียมารยาท เท่ากับเป็นการเรียนให้รู้จักลวงบุคคลอื่นให้เห็นว่าตนเป็นคนดี
( รู้จักระงับการแสดงออกทางอารมณ์ EQ.= Emotional Quotient ) แต่ที่แท้จิตใจก็คงไม่ผิดอะไรจากที่เป็นอยู่แล้วเลย ดังนั้นการสอนศาสนาจะเป็นปัจจัยที่บันดาลให้เด็กปฏิบัติตามคำสอนก็เพราะเกิดจาก ความกลัว การทำบาป กับมีจิตศรัทธาเลื่อมใส จะต้องให้เกิดควบคู่กัน เพราะฉะนั้นจึงควรมีการสอนพระพุทธศาสนาแก่เยาวชนกันอย่างจริงจังตั้งแต่อนุบาลที่เดียว การสอนวิชาพระพุทธศาสนาจะต้องมีครูพิเศษที่สามารถเป็นผู้นำและทำตัวอย่างชี้แนะให้เด็กสนใจไม่เบื่อ โดยสร้างวิธีการให้เข้าใจได้ง่ายๆ จัดกิจกรรม โดยการนำไปปฏิบัติฟังธรรมที่วัด อาราธนาพระมาแสดงธรรมที่โรงเรียนฯ หรือพาเด็กไปทำความสะอาดวัดเพื่อให้สังเกตสิ่งแวดล้อมที่สงบ พาไปดูโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุต่างๆในวัดเพื่อให้เกิดยากทะนุถนอม อบรมให้เด็กคุ้นแก่การปรนนิบัติพระเพื่อให้เกิดจงรักถักดีด้วยจิตใจ
( มีศีลธรรมประจำใจ MQ = Moral Quotient ) เหล่านี้เป็นต้น

การจัดตั้งมูลนิธิบำรุงการศึกษา เมื่อคณะผู้ก่อตั้งได้ปรารถนาดังกล่าวมา จึงเห็นว่าไม่มีวิธีใด ที่จะให้ทำให้การศึกษาของประเทศไทยดำเนินไป ตามความคิดที่เชื่อว่าถูกต้องได้ นอกจากจะจัดตั้งโรงเรียนขึ้นเอง ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่จะมีทางให้ได้ทดลองทฤษฎีที่คิดไว้คือ

  • การให้เด็กเป็นผู้มี ความรู้ทางปัญญา ( มี IQ )
  • รู้จักปฏิบัติตนให้อยู่ในสังคมอย่างสงบสุข ( มี EQ )
  • มีจิตเมตตา กรุณา ดำรงตนอย่างมีความสุข ( มี MQ )

คณะผู้ก่อตั้งได้บันทึกไว้ว่าในชั้นต้นจะตั้งโรงเรียนให้กับครอบครัวที่ยากจน และจะให้การศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่เมื่อวางแผนกันไปมา เหตุผลทำให้ยอมรับว่า การไม่เก็บค่าเล่าเรียนนั้น ในชั้นต้นคงทำไม่ได้ เพราะจะไม่มีเงินเป็นค่าเงินเดือนครู และค่าใช้สอยทางธุรการของโรงเรียน ( รวมถึงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่จำเป็นพื้นฐาน ) หากจะหวังเงินจากผู้มีใจเป็นกุศลคงจะไม่พอเพียง จึงจำเป็นต้องเก็บค่าเล่าเรียน พอเพื่อเลี้ยงตัวให้ได้ไปก่อน แต่การให้เปล่าทั้งโรงเรียนก็คงยังอยู่ในความมุ่งหมาย “ถ้าอาจทำได้เมื่อใดก็จะทำทันที”
เรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการ คณะผู้ก่อตั้งได้ปรารภกันในเรื่องเกรงว่าจะช้าจนเกินไป ถ้าจะเชิญผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่มาสนับสนุนด้วยจะดีหรือไม่ ? ในที่สุดก็เห็นพร้อมกันว่าการทำอะไร ๆ ถ้าต้องมีอิทธิพลของบุคคลบางคนมาหนุนหลังเสมอไปนั้น มหาชนในชาติของเรา ก็จะไม่รู้จักวิธียืนบนขาของตนเอง คอยแต่จะต้องหาคนช่วยเสมอไป ( นี้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ต่อค่านิยมในการแสวงหาผู้นำองค์กรแต่ละแห่ง ที่จะต้องเป็นผู้มีตำแหน่งสูงในวงราชการ หรือเป็นทหารที่มียศนายพลแล้วจะทำให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีอุปสรรค ?????? )

จึงควรจะให้ประชาชนผู้ศรัทธาทั่วไปหรือสังคมนั้นๆ ต่างคนต่างช่วยกันจึงจะดี ด้วยคนในชุมชนจะเข้ามามีส่วนร่วมและจะเกิดสามัคคีเข้มแข็งขึ้นในชาติ และกิจการที่กระทำนั้นก็จะมีเสถียรภาพชั่วกาลนาน นับว่าสอดคล้องกันกับระบอบประชาธิปไตยที่ประเทศเราดำเนินอยู่ เพราะถ้าจะยกกิจการทั้งปวงให้แก่รัฐบาลทั้งหมด โดยที่ราษฎรไม่ช่วยปลดภาระไปบ้างเลยนั้น ประเทศชาติก็จะเจริญรวดเร็วได้ยาก เหตุทั้งหลายที่กล่าวมานี้ ได้ทำให้ยับยั้งไว้และต้องพอใจในความก้าวหน้าอย่างช้าๆ แต่มั่นคง พร้อมกับมีความหวังอย่างเต็มที่ว่า คงจะถึงเวลาเข้าสักวันหนึ่ง ที่ประชาชนจะพากันให้ความสนับสนุน

ผลประโยชน์ตอบแทน กรรมการทั้งหมดที่เป็นผู้บริหารงานของมูลนิธิฯ เกิดขึ้นจากผู้ศรัทธา มีความเห็นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์จะ ไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ เป็นการตอบแทน ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญ มูลนิธินี้จะมีผู้ศรัทธาบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือหรือไม่ต้องเป็นที่ยอมรับ ถ้ากรรมการยอมรับผลประโยชน์ตอบแทน มูลนิธิก็จะกลายเป็นองค์การบังหน้าเพื่อหาประโยชน์เลี้ยงตน จะเรียกว่าองค์การกุศลสาธารณะได้ไม่สนิทนัก จะเปลี่ยนจากองค์การที่น่าศรัทธา ไปตรงข้าม เท่ากับคนที่ไม่เคยเสพสุรา แล้วไปเสพเข้าจนเมามายปราศจากสตินั่นเอง.

นี้คือบันทึกที่คณะผู้ก่อตั้งได้เขียนไว้ ซึ่งผมขอตัดต่อบางข้อความที่คณะผู้ก่อตั้งได้กล่าวถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ออกไป ย่อเอาเฉพาะหลักการสำคัญที่ต้องการให้มีการสืบทอดเจตนารมย์ ให้ดำเนินต่อไป.

 

กลับสู่หน้าหลักสัมมาชีวศิลปฯ

[ ข้อความแสดงความเห็น ที่ท่านได้อ่านในเว็บบอร์ด เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง  และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ไม่เป็นจริง หรือขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งลบที่ ติดต่อเรา  เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ]

Facebook Comments
Share this Post!

Related post

  TOP